บทที่ 10 เจ้าหนูน้อยไออุ่น IV
“ผมรู้เรื่องนี้หลังจากที่อิงจากไป คนของยายเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพราะทนเห็นผมเมาจนไร้สติไม่ได้”
“พี่โอบ...”
“รู้ไหม..ว่าพี่เสียใจที่อิงไม่หนักแน่นพอ และเสียใจที่อิงไม่คิดจะถามหรือฟังความจริงจากปากพี่สักคำ”
“อิงก็แค่...”
คนตัวเล็กเบนหน้าหนี ไม่กล้าสบตา ไม่ผิดจากที่เขาว่ามา ว่าเป็นเธอเองที่มีความหนักแน่นไม่มากพอ
กลัว...ว่าคุณยายของเขาจะทำตามคำขู่ ถึงได้ชวนมารดาหนีไปอยู่ที่อื่นสักระยะ เพื่อให้เรื่องนี้เงียบหายอย่างที่ท่านต้องการ
กลัวแสนกลัวแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจริงๆ
“แค่อะไร?”
“อิงแค่กลัวว่าคุณยายของพี่โอบจะทำร้ายอิงกับแม่”
“ไม่ใช่ว่าเขารู้หรอกเหรอ...ว่าอิงท้อง เขาถึงได้ขู่น่ะ”
เป็นเพราะรู้นิสัยชอบเอาชนะของยายเป็นอย่างดี ทำให้อย่างโอบนิธิเดาได้ไม่ยาก ว่าท่านก่อสงครามประสาทอะไรเอาไว้กับคนตรงหน้า
และถ้าหากเรื่องนี้เป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ รับรองได้เลยว่าทำบุญครบร้อยวันที่จะถึงนี้ จะไม่มีเขาไปร่วมงานอย่างเด็ดขาด!
โกรธ...จนไม่อยากนับญาติ!
โกรธ...ที่ท่านไม่เคยฟังเหตุผลของเขา คิดเพียงว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกนั้นคือสิ่งที่ดี แต่ท่านคงลืมนึกไป ว่าเขาไม่ใช่ตุ๊กตาที่จะยกไปซ้ายไปขวาได้ตามอำเภอใจเหมือนหลานคนอื่นๆ
“เขาบอกอิงว่ายังไง บอกว่าพี่ต้องแต่งงานกับคนที่ท่านเลือกให้ใช่ไหม อิงถึงได้จากมา”
“โอบรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกไหมลูก?”
นางเอื้อมเดือนนึกสงสัย เพราะเคยแย้งอิงดาวไปแล้วว่าเรื่องนี้โอบนิธิน่าจะจัดการได้ เขาไม่ลงรอยกับคนเป็นยาย คงไม่ได้คิดจะทำอะไรตามใจใครอย่างที่คนพวกนั้นพูดออกมา
แต่เป็นเพราะในวันนั้นความกลัวดันอยู่เหนือทุกเหตุผล คนที่ต้องการปกป้องลูกจึงไม่กล้าท้าทายอำนาจของคุณยายวรรณี หญิงผู้มากด้วยบารมีในวงการออกเงินกู้คนนั้น
“โอบรู้ไหมว่าเขาจะมาหาอิงเพื่อพูดเรื่องของเราสองคน”
“ไม่ครับแม่ และต่อให้ผมรู้ ผมก็ไม่มีทางแต่งงานกับใครอยู่ดี ผมเคยบอกแล้วว่าผมรักลูกสาวแม่มาก...มากถึงขนาดที่วางแผนทุกสิ่งในชีวิตไว้ร่วมกัน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้...ผมกลับล้มเหลว”
คนฟังเม้มปากแน่น ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าเขารักเธอมากแค่ไหน แต่ในวันนั้นก็ไม่อาจเสี่ยงได้ เพราะกลัวว่าคนบ้าอำนาจแบบนั้นจะทำเรื่องไม่ดีกับเธอจริงๆ
กลัว...ว่าเจ้าตัวเล็กจะถูกทำร้ายจนไม่มีโอกาสได้เกิดมา
“แล้วที่ผู้หญิงของคุณวรรณีเข้ามายุ่งกับโอบให้อิงเห็น?”
“ลูกสาวแม่ไม่ได้เล่าให้ฟังเหรอครับ ว่าผมไล่ตะเพิดไปหมด”
“เปล่า...อิงไม่ได้เล่า”
นางเอื้อมเดือนส่ายหน้าไปมาเบาๆ หันไปสบตาลูกคล้ายกับจะถาม แต่เจ้าหนูน้อยดันร้องงอแงขึ้นมาเสียก่อน
จากที่ตั้งใจจะพูดคุยกันให้เข้าใจจึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่ ชายหนุ่มเองก็ไม่เร่งเร้าให้ใครต้องพูดอะไร เพราะในเวลานี้สิ่งที่เขานึกห่วงมีเพียงแค่อย่างเดียว คือเจ้าตัวกลมที่กำลังร้องไห้จ้า
เจ้าหนูน้อยไออุ่นดิ้นไปดิ้นมา ร้องไห้ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามความสูงของระดับไข้ อาการเหนื่อยของลูกทำให้อิงดาวใจคอไม่ดี ตั้งท่าจะบอกให้มารดาไปเอาผ้ามาเช็ดตัวลูกอีกครั้งเพื่อลดไข้ แต่โอบนิธิกลับชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
“ลูกไม่สบายขนาดนี้คงต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะอิง”
“อิงจะลองเช็ดตัวให้ลูกอีกทีก่อนออกไปหาหมอ”
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจอาการดื้อดึงนั้นของหญิงสาว ยื่นปลายนิ้วไปไล้แก้มเจ้าหนูน้อยเบาๆ ก่อนจะสั่งเสียงเข้ม เมื่อไอร้อนที่แผ่ออกมานั้น มีมากจนเกินประมาณ
“อย่าดื้อกับพี่ พาลูกไปหาหมอเดี๋ยวนี้อิงดาว!”
“แต่...”
“ไข้สูงขนาดนี้ ปล่อยไว้นานคงไม่ดีแน่!” เขาย้ำอีกครั้ง
“ไปเถอะอิง แม่โทรตามอิงกลับมาก็เพราะอยากให้พาไออุ่นไปหาหมอ ไข้สูงมาร่วมชั่วโมงแล้ว แม่ใจคอไม่ดีเลยลูก”
“แต่แม่คะ...”
“พี่จะไปเอารถมารอหน้าบ้าน มีเวลาให้สิบนาที ห้ามชักช้าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นรถคงติดมากและลูกจะเป็นอันตรายนะอิง”
พูดจบเขาก็วิ่งออกไปจากบ้านทันที ไม่รอให้เธอเอ่ยแย้งสิ่งใดออกมา เพราะไม่ว่าอย่างไรก็จะบีบบังคับให้เธอพาเจ้าตัวเล็กไปหาหมอด้วยกันให้ได้
ห่วงเจ้าหนูน้อยจับใจ คำว่าไออุ่นจะชักไม่ได้ ที่เธอพูดขณะที่คุยโทรศัพท์กับมารดายังคงวนเวียนอยู่ในหัว และเขาไม่ปรารถนาจะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับเจ้าตัวกลมที่เขากำลังจะเทใจรัก
รัก...ทั้งที่เพิ่งเห็นหน้า
รักเด็กคนนี้...ที่เป็นลูกของเขาและเธอ
